หลังจากตั้งกระทู้ถึงปัญหาง่ายๆ ที่มีคำตอบไปแล้ว เราก็ลองพูดถึงปัญหาที่ไม่มีคำตอบดูบ้าง

**ระวัง**
เราย่อ และอธิบายเพิ่มเติมจากบทความ "ความขัดแย้งระหว่าง อาหรับ - อิสราเอล" โดย ดร.จรัล มะลูลีม ดังนั้นบทความนี้จะเอียงข้างอาหรับ แต่แน่ล่ะ ไม่มีบทความไหนที่ไม่เอียงข้างหรอก
(เขาเปรียบเปรยว่าข้อมูลบนโลกนี้เป็นดังเม็ดทรายในทะเลทราย ความจริงเป็นทองเม็ดเดียวที่จมอยู่ในนี้ ความจริงอยู่ที่ไหนกัน?)


แผนที่


บริเวณ ทะเลดำ และเมอดิเตอริเนี่ยน




อิสราเอล และประเทศใกล้เคียง




เอาล่ะ เริ่มจากปฐมบท

จากพระคำภีร์ของยิว คริส และอิสลาม ในสมัยก่อน คริสตกาล ก่อนพระเยซูจะเกิด มีศาสดาชื่อ อับราฮัม (หรืออิบรอฮีม)

อับราฮัมมีภรรยาสองคน
คือ นางซารอฮ หรือซารา และนางฮาญัรหรืออากัร

ลูกของ ซารา คือ อิสฮาก (หรือไอแซค) เป็นต้นกำเนิดของชนชาวอาหรับ
ส่วนลูกของอากัร คือ อิสราเอล (อิชมาเอลหรืออิสมาอีล) ซึ่ง เป็นต้นกำเนิดของชนชาวยิว

ตามพระคัมภีร์ของคริสต์ศาสนา-พระผู้ เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ว่า ถึงแม้ว่าอิสฮากจะเป็นทายาทที่แท้จริง ของท่านศาสดาอับราฮัม (หรืออิบรอฮีม) ก็ตาม แต่อิชมาเอลและลูกชายทั้งสิบสองคนของเขา ก็จะกลายเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่
และทรงสัญญาว่าจะมอบดินแดนคะนาอัน (ซึ่งต่อมาก็คือ ดินแดนปาเลสไตน์และอิสลาเอล) ให้แก่ลูกหลานของท่านด้วย


อับราฮัมจึงได้ไปอยู่ที่คะนาอัน แต่เข้ากับชาวคะนาอันไม่ได้
ส่วนอิสฮากบุตรชาย ของท่านกลับเข้ากับ ชาวเมืองคะนาอันได้ดี ดังนั้นแถบนั้นก็เลยมีชาวอาหรับอาศัยอยู่ก่อน
พวกยิวก็อพยบไปตามที่ต่างๆ

ต่อมาอีกนานคือ ประมาณ 1400 ปี ก่อน ค.ศ.อียิปต์ ได้เข้ามาปกครองชาวยิว
โมเสส (ซึ่งเป็นศาสดาอีกท่านหนึ่งของชาวยิวและชาวมุสลิมด้วย) ได้รับคำสั่งจากพระผู้เป็นเจ้า ให้ไปช่วยชาวยิวให้หนีจาก น้ำมือชาวอียิปต์ โดยพระองค์ทรงช่วยแหวกน้ำทะเลให้ โมเสสจึงนำชาวยิวหนี จากอียิปต์เข้ามาในดินแดนคะนาอัน
(ข้ามทะเลแดงที่อยู่ทางขวามือของอียิปในแผนที่

จากนั้นยิว (หรือที่เรียกตัวเองว่าชาวฮิบบรู) ก็ตั้งรกรากในแถบนี้แล้วขยายอาณาเขตของตัวเองแยงชิงดินแดนกับชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ก่อน

ต่อมากษัตริย์เดวิด ได้บดขยี้ชาวฟิลิสตีน และรวบรวมดินแดนคะนาอันทั้งหมด ไว้ใต้อำนาจของพระองค์ และได้สร้างอาณาจักรฮิบรูขึ้นเป็นครั้งแรก ในที่ซึ่งเป็นประเทศจอร์แดนปัจจุบันนี้

ในราว 1000 ปีก่อนค.ศ. ในรัชสมัยของกษัตริย์โซโลมอน โอรสของเดวิด ชาวยิวมีอำนาจสูงสุด แต่พอสิ้นชีวิตของกษัตริย์พระองค์นี้อาณาจักรฮิบรู ก็แตกแยก เพราะการทะเลาะเบาะแว้ง ในหมู่ชาวฮิบรูเอง ชนชาติอื่น จึงเข้ามาครอบครองดินแดนนั้นต่อไป ชาวฮิบรูสิ้นอำนาจ ในดินแดนปาเลสไตน์ในปี 586 ก่อน ค.ศ.


ต่อมากรีก เปอร์เซีย กรีก และโรมันก็ปกครองดินแดนแถบนี้ตามลำดับ

จนกระทั่งศาสดาเยซู (หรืออีซา) ปรากฏขึ้น ท่าน เป็นชาวฮิบรู ได้พยายามประสานความสามัคคี ระหว่างเผ่าต่างๆ ในปาเลสไตน์เข้าด้วยกัน และท้าทายอำนาจของโรมัน ท่านจึงถูกจับตรึงกางเขน

แล้วศาสนาคริสต์ก็กระจายไปทั่ว ยิวกลายเป็นชนกลุ่มน้อยอีกครั้ง

พวกอาหรับนับถือคริสต์ จนศาสดามะฮัมหมัดมา



ยุคกลาง

ช่วงปี คศ. 1000 - 1500 อำนาจทางศาสนาย้ายไปที่ที่วาติกันในกรุงโรม โลกแบ่งเป็นคริสเตียนทางยุโรป กับอิสลามตรงบริเวณเอฟริกา และตะวันออกกลาง ขั้นกันด้วยเมอร์ดิเตอเรเนี่ยนและทะเลดำ

ยิวไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่อาจขอที่จากการสวามิภักดิ์จ้าวที่ดิน หรือกษัตริย์ได้ เมื่อไม่มีที่ดินก็ทำการเกษตรไม่ได้ ยิวจึงมุ่งไปที่หนทางของการค้าขาย ที่ไม่ต้องใช้ที่ดิน ด้วยการค้าขายแบบยิว ที่ให้ยิวรำรวย และเป็นที่รังเกียจแก่ชาวยุโรปมาก

ในช่วงต้นยุคใหม่ (ปี 1800 ปลายๆ - 1900 ต้นๆ) เกิด
ลัทธิ แอนตี้-เซมิติสม์ คือ ลัทธิที่เกลียดชังชาวยิวและศาสนาจูดาย ซึ่งเริ่มขึ้นโดย นักหนังสือพิมพ์ ชาวเยอรมนี ผู้มีนามว่า วิลเฮล์ม มารร์ (จึงไม่น่าแปลกที่ฮิตเลอร์จะรมแก๊สยิว)



ไซออนนิสม์

ไซออนนิสม์ คือ ขบวนการการเมืองนานาชาติ ของชาวยิวกลุ่มหนึ่ง(มิใช่ทั้งหมด) มีวัตถุประสงค์จะผูกพันชาวยิวในโลกไว้ด้วยพันธะด้านเชื้อชาติ ให้กลายเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ โดยมีศูนย์กลางทางการเมือง และวัฒนธรรมอยู่ที่รัฐอิสราเอล (เพราะอ้างว่าพระเจ้าสัญญาไว้) ไซออน เป็นชื่อภูเขาลูกหนึ่ง ในดินแดนแถวเยลูซาเล็ม

ผู้ตั้งลัทธิไซออนนิสม์ มีชื่อว่า นายเธียวดอร์ เฮอร์เซิล นักหนังสือพิมพ์ชาวยิวสัญชาติฮังกาเรียน เขามีความคิดว่า วิธีเดียวที่จะแก้ไขปัญหา เกลียดยิว ของชาวยุโรปได้ ก็คือ การจัดตั้งรัฐของยิวขึ้น

นายเฮอร์เซิลชักชวนตัวเองให้เชื่อ (ทั้งๆ ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย) ว่าปาเลสไตน์เป็นแผ่นดินที่ไม่มีผู้คน จึงเหมาะที่จะให้เป็นที่อยู่ของชนชาติที่ไม่มีดินแดนอยู่ (คือยิว) ทั้งๆ ที่ตอนนั้น ในปาเลสไตน์มีชาวอาหรับอาศัยอยู่แล้วประมาณ 700,000 คน และมีชาวยิวประมาณ 56,000 คน



เกิดอิสลาเอล

ช่วงประมาณปี คศ. 1920 อังกฤษก็เริ่มอพยบชาวยิวไปอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศอิสลาเอลในปัจจุบัน (ซึ่งตอนนั้นเป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ ทว่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ)

ต่อมาชาวยิวอพยพมามากจนเกิดปัญหารัฐบาลอังกฤษจึงตั้งกฎหมายควบคุมการอพยพ ทว่าสุดท้ายก็ถอนอำนาจออกจากดินแดนส่วนนี้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ปี 1948)

ชาวยิวระดมเงินทุนและอาวุธ แทนอำนาจของอังกฤษ โดยได้รับความช่วยเหลือจากอเมริกา

ปัญหาเรื่องอิสลาเอลกลายเป็นปัญหาของประชาชาติ แต่สหประชาชาติก็ทำอะไรไม่ได้มาก

อิสลาเอลเรื่องใช้นโยบายถ่าย "เทประชากร" ว่าง่ายๆ คือไล่พวกอาหรับออกไป รับยิวเข้ามา

หมู่บ้านชาวอาหรับค่อยๆ ถูกทำลาย แทนที่ด้วยหมู่บ้านของยิว

ชาวอาหรับชาวปาเลสไตน์ถูกกดดันด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งการใช้กำลังทหาร แต่ก็สู้ไม่ได้เพราะเงินและอาวุธต่างกันมาก (ว่ากันว่าอิสลาเอลมีนิวเครีย)

ค.ศ.1956 ชาวปาเลสไตน์ ได้ตั้งกลุ่ม อัล-ฟาตะฮ ขึ้นมา เพื่อสร้างแนวร่วมในหมู่ชาวปาเลสไตน์
ปี 1964 ได้มีการจัดตั้งองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์(พีแอลโอ)
ขึ้นเพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ให้เป็นอิสระ

แต่เรื่องมันไม่ง่ายแบบนั้น ประเทศข้างๆ เองก็ไม่อาจช่วยปาเลสไตน์ได้เต็มที่ หนำซ้ำบางรัฐบาลยังมองว่าพวกปาเลสไตน์ที่ถูกตีไล่เข้ามาในประเทศตัวเองเป็นปัญหา

ความสัมพันธ์ช่วงนี้วุ่นวายมาก โดยเฉพาะจอแดนที่เป็ีนข้างไปมา ตามสถานการณ์และรัฐบาล


PLO ต้องเผชิญกับการต่อสู้และสงครามอีกหลายครั้ง เช่นการต่อสู้กับยิวในปี 1965 สงครามหกเจ็ดวันในปี 1967, การโจมตีของชาวจอร์แดน ต่อค่ายผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ที่ตำบลฮุสเซ็นและอัชเราะฮในปี 1968


อเมริกาสนับสนุนอิสลาเอลอย่างเห็นได้ชัด และคว่ำมติประชาชาติที่จะส่งผลดีต่อปาเลสไตน์ มีหลายครั้งที่พยายามเจรจาสร้างข้อตกลงและแบ่งเขตแดนกัน อย่างสมัยเยสเซอร์อาราฟัด กับอีซัคราบิน แต่สรุปว่า
อีซัคราบิน (ผู้นำอิสลาเอลตอนนั้น) โดนลอบสังหารก่อนสงบศึกสำเร็จ

ปัญหาก็ลุกลามแบ่งขั้วมาอย่างว่านั่นแล


ทำไมเราหาข้อมูลเรื่องนี้จากเว็บไทยไม่เจอเลยฟะ? งั้นก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ ก็แล้วกัน





พื้นหลัง

ก่อนจะปฏิวัติ เนปาลปกครองโดยระบอบ Constitutional monarchy โดยมี กษัตริย์ พิเรนทรา (वीरेन्द्र वीर विक्रम शाह King Bīrendra Bīr Bikram Śāh) ทางเป็นองค์พระประมุข



กษัตริย์ พิเรนทรา









ทว่าเนื่องจากอิธิพลของแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน จึงเกิดกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ (คือพวกมีความคิดการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ที่ตีความโดยเหมาเจ๋อตุง) ขึ้นใน เดือนกุมภาพันธ์ปี คศ. 1997 ซึงเรียกกันว่าสงครามกลางเมืองเนปาล

กลุ่มเหมาอิสต์ (ที่ตอนนั้นยังเป็นกบฏอยู่) ก่อกลาจลในแคว้นสำคัญห้าแคว้น คือ Rolpa, Rukum, Jajarkot, Gorkha, และ Sindhuli และตั้งกลุ่มปกครองของตัวเองขึ้นมา












กองกำลัง และผู้สนับสนุนเหมาอิสท์






ดร. บาบูราม ภัทราไลย (Baburam Bhattarai) ผู้นำ


จุดเริ่มต้นของโศกนาตกรรม

เรื่องราวเริ่มเมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน ปี 2001

เมื่อจู่ๆ มงกุฏราชกุมาร ทิพย์อิทรา ก็ถือพระแสงปืนเข้าไปในห้องเสวย... เอาเป็นว่าถือปืนเข้าไปในห้องอาหารแล้วกราดยิง พ่อ แม่ พี่น้อง พระสหาย แล้วยิงตัวเองตาม

วันที่ 4 มิถุนายน ปี 2001
มงกุฏราชกุมาร ทิพย์อิทรา ซึ่งสืบราชสมบุติตามตำแหน่ง ได้เพียงสองวัน ก็สวรรคต ที่โรงพยาบาล



มงกุฏราชกุมาร ทิพย์อิทรา

ด้วยเหตุนี้ น้องชายของ อดีตกษัตริย์ พิเรนทรา "คยาเนนทรา" จึงสืบราชสมบัตรแทน





กษัตริย์คยาเนนทรา (ज्ञानेन्द्र वीर बिक्रम शाह; Jñānendra Vīra Bikrama Śāh)

เรื่องคือ กษัตริย์ พิเรนทรา ความนิยมสูงมาก ประชาชนกังขาในข่าวที่รัฐบาลประกาศออกมาว่า มงกุฏราชกุมาร ทิพย์อิทรา ยิงพ่อแม่ตัวเองเพราะแม่ไม่ยอมให้อภิเศกกับหญิงที่พระองค์รัก

ประชาชนสงสัยว่าจะเป็นฝีมือของ เจ้าชายประราช ชาห์ (Paras Shah) ลูกชายของ กษัตริย์คยาเนนทรา ที่มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีมากกว่า



เจ้าชายประราช ชาห์ (Paras Shah)

กษัตริย์คยาเนนทราจำต้อง สั่งปลดคณะรัฐมนตรีของพระองค์และควบคุมสถานการณ์เอง สั่งห้ามออกจากบ้าน เป็นเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์ ทว่าสถานการณ์ก็ไม่ค่อยดีขึ้น

เสียงสนับสนุนราชวงก็เริ่มตกลง ตกลง จนกระทั้งปี 2004 ผู้สนับสนุนราชวงศ์ก็เหลือน้อยเต็มที

จนกระทั้ง 1 กุมภาพันธ์ 2005 กษัตริย์คยาเนนทรา ก็สั่งปลดคณะรัฐมนตรีทั้งหมด รวบอำนาจการบริหาร แล้วแทนที่คณะรัฐมนตรีด้วยฝ่ายที่สนับสนุนตนเอง ประกาศภาวะฉุกเฉิน ตัดโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต และทำการกวาดล้างกบฏ

แต่ฝ่ายกษัตริย์กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

เดือนเมษายน ปี 2006 ประชาชนที่ต่อต้านทะลักเข้ามาเต็มท้องถนนในเมืองหลวงบังคับให้ กษัตริย์คยาเนนทรา นำรัฐสภากลับมาใช้อีกครั้ง รัฐบาลผสมเจ็ดพรรคเข้ามาปกครองประเทศ และถอดกษัตริย์ออกจากอำนาจ

17 มกราคม 2007 เนปาลก็ปกครองภายใต้ระบบสภาเดียวภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว

24 ธันวาคม 2007 รัฐบาลเจ็ดพรรค (รวมทั้งพรรคเหมาอิสต์ที่เคยเป็นกบฏ) ผ่านกฎหมายล้มล้างระบอบกษัตรย์ และเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบรัฐประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี เปลี่ยนชื่อประเทศจาก "ราชอาณาจักรเนปาล" เป็น "สหพันธสาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล" แล้วระบบกษัตริย์ฮินดูราชวงศ์สุดท้ายของโลกก็สิ้นสุดลง

การเลือกตั้งในวันที่ 10 เมษายน 2008 พรรค คอมมิวนิสต์เหมาอิสต์เนปาล ได้เสียข้างมากในสภา




พอมาถึงตรงนี้เราพอจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงหาข้อมูลในไทยยากนัก ขอให้เข้าใจว่านี่เนปาล

ตอนนี้ทางเนปาลก็พยายามพัฒนาระบบการเมืองประเทศใหม่ และสร้างการเมืองภายในที่มีเสถียรภาพอยู่ เราก็ได้แต่หวังว่าเนปาลจะก้าวสู่ความสุขโดยเร็ว














แฟชั่นปาล์มมี่เลยนี่หว่า ใครอยากเจาะจมูกด้วย



เนปาลมีวัฒนธรรมเลือกเด็กหญิงมาเป็นร่างอวตารของเทพ (คล้ายๆ ละไดลามะ) ซึ่งจะพ้นตำแหน่งเมื่อเริ่มมีประจำเดือน



รงรงค์ผลัดดันร่างกฎหมายคุ้มครองสตรี เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา



สวนลุมพินี ออริจินัล




http://www.mayhem.net/Crime/nepal.html
http://www.nettyroyal.nl/newsjune01.html
http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_Nepal
http://en.wikipedia.org/wiki/2006_democracy_movement_in_Nepal

 

 เนื่องในวาระที่ประเทศไทยเราเป็นประธานประชาคมอาเซียน

ก็ลงเพลงของอาเซียนกันหน่อย

 

 

 

LET US MOVE AHEAD (ASEAN Song)
Composed by Candra Darusman
Lyrics by Rizali Indrakesuma
Arranged by Erwin Gutawa
Sung by Lea Simanjuntak & Gabriel B. Harvianto

 

Throughout these years
We have resolved
Working hard together
For a true community
The beauty of diversity
Bridging all the differences
A sense of unity
CHORUS:
Let us move ahead
Hand in hand as one
Let the virtue stand
And face the challenges of time
Let us move ahead
Integrate as one
To an ASEAN community
Prosperity, peace and harmony
The future our’s
We have the strength
We shall find the peace
Within ourselves and with the world
And as we strive
In our resolve
Sharing this one vision of a true community
To an ASEAN community
Prosperity, peace and harmony